บริการของเรา

ภาพจำของการไปโรงพยาบาลสำหรับหลายคน ไม่ได้มีแค่การพบแพทย์ แต่รวมถึงการเดินทางไกล การรอคิวหลายชั่วโมง และการรอรับยาที่อาจกินเวลานานกว่าที่คิด โดยเฉพาะผู้ป่วยในต่างจังหวัด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือคนที่ต้องลางานเพื่อไปรับยาแทนคนในครอบครัว
นี่คือ Pain Point สำคัญที่ทำให้บริการส่งยาถึงบ้านเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เพราะการรักษาไม่ได้จบแค่การวินิจฉัยจากแพทย์ แต่ยังต้องทำให้ผู้ป่วยได้รับยาอย่างต่อเนื่อง สะดวก และปลอดภัยด้วย
เปิดแนวคิดผู้พัฒนา ที่ต้องการปิดช่องว่างการรักษา
การพัฒนาเริ่มจากการให้บริการส่งยาในช่วง Covid-19 ให้กับโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งผลลัพธ์ออกมาดีตามที่ตั้งใจ จนเกิดการต่อยอดเป็นบริการด้านสาธารณสุข เพื่อช่วยลดความหนาแน่นในโรงพยาบาลและสนับสนุนให้คนในพื้นที่ สามารถดูแลกันเองเบื้องต้นได้มากขึ้น
บริการจัดส่งยา เปรียบเหมือน ตัวกลางระหว่างโรงพยาบาลกับผู้ป่วย
บริการนี้ช่วยทำให้กระบวนการรับยาไม่จำเป็นต้องผูกอยู่กับการเดินทางมาที่โรงพยาบาลเสมอไป โดยบริการรองรับการจัดส่งยาทั้งแบบธรรมดาและแบบด่วน รวมถึงให้บริการจัดส่งยาแล้วในหลายพื้น
ทั้งนี้ยังช่วยแก้ปัญหาได้หลายด้าน เริ่มจากลดเวลาเดินทาง ลดค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่ารถ ค่าอาหาร หรือรายได้ที่หายไปจากการลางาน รวมถึงช่วยให้ผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดด้านร่างกาย หรืออยู่ไกลจากโรงพยาบาล ยังสามารถรับยาได้ต่อเนื่องมากขึ้น
ในมุมของโรงพยาบาล บริการนี้สามารถช่วยลดความแออัดหน้าห้องยา ลดภาระงานบางส่วนของเจ้าหน้าที่ และทำให้ระบบดูแลผู้ป่วยหลังพบแพทย์คล่องตัวขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องรับยาต่อเนื่องเป็นประจำ
ยกระดับการให้บริการด้านการแพทย์ ด้วยการรักษาทางไกลผ่าน Telepharma
ทั้งนี้ โรงพยาบาลส่วนใหญ่ยังมีระบบการให้บริการรักษาทางไกล (Telepharma) สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สะดวกในการเดินทางมายังโรงพยาบาล โดยเภสัชกรจะทำการพูดคุยกับผู้ป่วยผ่านวิดีโอคอล เพื่อแจ้งวิธีใช้ยาหลังได้รับยาถึงบ้าน พร้อมบันทึกข้อมูลสำคัญในระบบ ที่รับรองด้วยมาตรฐานการเก็บข้อมูลตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
พร้อมผสานระบบที่รองรับการเชื่อมต่อกับระบบเวชระเบียนของโรงพยาบาล กรณีที่เปิดให้เชื่อมต่อ โดยการเชื่อมต่อจะเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงานและมาตรฐานการเก็บข้อมูล
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า บริการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงตัวช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบสาธารณสุขยุคใหม่ ที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น
แท็กที่เกี่ยวข้อง:

วันที่ 15 พ.ค. 2569
ในยุคที่ AI สามารถสร้างรูปภาพ วิดีโอ และเนื้อหาได้อย่างสมจริงจนแทบแยกไม่ออกจากของจริง อีกทั้งการปลอมแปลงข้อมูลอย่าง "Deepfake" จาก AI กลายเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งการสร้างความเข้าใจผิด การบิดเบือนข้อมูล และความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ต่อองค์กรและสังคม เพื่อป้องกันเหตุการณ์เหล่านั้น แนวคิดเรื่อง “Digital Provenance” จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เพราะข้อมูลต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะของจริงหรือของปลอม ทุกคนไม่อาจรู้ถึงแหล่งที่มาของข้อมูลเหล่านั้นได้ทั้งหมด
บทความ

วันที่ 15 พ.ค. 2569
ยุคที่ผู้ให้บริการต่างเร่งพัฒนาให้ AI ฉลาดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกัน ภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ก็กำลังยกระดับศักยภาพด้วย AI จนกลายเป็นความท้าทายที่องค์กรไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป รายงาน 2026 Global Threat Landscape Report ของ Fortinet ชี้ให้เห็นว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์วันนี้กำลังพัฒนาเป็น “ระบบอาชญากรรม” ที่ทำงานแบบเป็นขั้นตอน มีเครื่องมืออย่าง AI เข้ามาเร่งความเร็วของการโจมตีอย่างชัดเจน โดย FortiRecon adversary intelligence ระบุว่า มีจำนวนเหยื่อแรนซัมแวร์ทั่วโลก เพิ่มขึ้นกว่า 7,831 ราย จากประมาณ 1,600 ราย ในรายงานปีก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้นเป็น 389% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการแพร่หลายของเครื่องมืออาชญากรรมไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ช่วยให้ผู้โจมตีลงมือได้ง่ายขึ้น ใช้เวลาน้อยลง และเพิ่มความเร็วในการโจมตีได้มากกว่าเดิม
บทความ

วันที่ 15 พ.ค. 2569
ในยุคที่ AI มีความสามารถ และถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ใช้งาน แต่ความสามารถเหล่านั้นก็อาจมีช่องโหว่ที่ซ่อนอยู่ หรืออาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด อาจส่งผลกระทบรุนแรงกว่าที่หลายองค์กรคิด ช่วงต้นเดือนเมษายน ที่ผ่านมา การเปิดตัวของ Claude Mythos Preview โมเดล AI ใหม่ล่าสุดจากบริษัท Anthropic ที่สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในด้าน Cybersecurity กับความสามารถโดดเด่นในการหาช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ได้อย่างรวดเร็วในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
บทความ